วันพฤหัสบดีที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

อาหารสุขภาพ

องค์การอนามัยโรคได้นิยามเรื่องอาหารสุขภาพว่า การรับประทานอาหารที่ไม่มีคุณภาพ ร่วมกับการไม่ออกกำลังกายจะเป็นบ่อเกิดโรคเรื้อรัง องค์การอนามัยโลกได้แนะนำอาหารสุขภาพดังนี้
  • รับประทานอาหารที่สมดุลและมีน้ำหนักที่ปรกติ
  • ให้ลดอาหารไขมัน และหลีกเลี่ยงไขมันอิ่มตัว Saturated fat,Transfatty acid
  • ให้รับประทานอาหารพวกผัก ผลไม้ ธัญพืขเพิ่มมากขึ้น
  • ลดอาหารที่มีน้ำตาล
  • ลดอาหารเค็ม
สำหรับ National Health Service (NHS)ของประเทศอังกฤษได้นิยามอาหารสุขภาพไว้ว่า มีสองปัจจัยที่ต้องคำนึงถึงได้แก่
  • รับประทานอาหารที่ให้พลังงานสมดุลกับพลังงานที่ใช้
  • รับประทานอาหารที่มีความหลากหลาย
NHSจึงได้กำหนดแนวทางอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
  • ทุกท่านต้องรู้จักจานอาหารสุขภาพซึ่งมีอาหารทั้งหมด 5 หมู่
  • ในจานอาหารสุขภาพจะบอกเราว่าควรจะรับประทานอาหารให้มีสัดส่วนอย่างไร
สำหรับสมาคมโรคหัวใจประเทศอเมริกาได้กำหนดอาหารสุขภาพไว้ดังนี้
  1. รับประทานผักและผลไม้เพิ่มโดยตั้งเป้าให้รับผักและผลไม้วันละ 4-5ส่วนทุกวัน
  2. ให้รับประทานธัญพืชเพิ่มEat more whole-grain foods.เนื่องจากผักและผลไม้มีไขมันต่ำ ใยอาหารสูงได้แก่  Whole-grain foods include whole-wheat bread, rye bread, brown rice and whole-grain cereal.
  3. ให้ใช้น้ำมัน olive, canola, corn or safflower oil สำหรับปรุงอาหารและจำกัดจำนวนที่ใช้ 
  4. รับประทานไก่ ปลา ถั่วมากกว่าเนื้อแดง เนื่องจากไก่ที่ไม่มีหนัง ปลา ถั่วจะมีปริมาณไขมันน้อยกว่าเนื้อแดง.
  5. อ่านฉลากก่อนซื้อหรือรับประทานทุกครั้งเพื่อเลือกอาหารที่มีคุณภาพ

แหล่งที่มา http://www.siamhealth.net 

วันพุธที่ 15 กรกฎาคม พ.ศ. 2558

การดูแลปากให้สะอาด


สุขภาพในช่องปาก

ปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรคในช่องปาก จะเหมือนกับปัจจัยเสี่ยงของการเกิดโรค หัวใจและหลอดเลือด โรคมะเร็ง โรคปอด และโรคเบาหวาน ได้แก่ การรับประทานอาหารที่ไม่ถูกต้อง การสูบบุหรี่ การดื่มสุรา

สุขภาพช่องปากที่ดีต้องประกอบไปด้วยอะไรบ้าง

ก่อนหน้านี้เชื้อว่าการดูแลเรื่องอาหารจะลดโรคช่องปาก แต่ปัจจุบันเชื่อว่าสุขภาพปากที่ดีต้องมีหลายปัจจัยได้แก่

บทบาทของน้ำลายต่อสุขภาพในช่องปาก

น้ำลายจะมีบทบาทค่อนข้างมากในการรักษาสุขภาพในช่องปาก น้ำลายจะซ่อมฟันโดยการนำเอาเกลือแร่แคลเซี่ยมและฟอสเฟตไปซ่อมฟันที่เป็นรู นอกจากนั้นน้ำลายยังลดความเป็นกรดที่ผลิตจากเชื้อแบคทีเรีย หน้าที่สุดท้ายคือนำเอาเศษอาหารออกจากปาก
ดังนั้นภาวะที่น้ำลายลดลงไม่ว่าจากโรคเช่นเบาหวาน หรือยาต่างๆจะทำให้น้ำลายลดลงซึ่งผลเสียต่อสุขภาพปาก

พฤติกรรมในการรับประทานอาหารส่งผลเสียต่อสุขภาพปากอย่างไรบ้าง

พฤติกรรมที่จะส่งผลต่อสุขภาพปากได้แก่การรับประทานของหวาน เช่นผลไม้หวาน นมหวาน ขนมปัง คุกกี้ เหล่าจะเป็นอาหารที่ทำให้ฟันผุได้ง่ายดังนั้นควรจะหลีกเลี่ยงอาหารเหล่านี้ หากจะรับขนมดังกล่าวควรจะรับขณะทานอาหารเพราะน้ำลายจะช่วยลดโอกาศเกิดฟันผุ
นอกจากนั้นความถี่ของการรับประทานอาหารยังส่งผลต่อสุขภาพปาก กล่าวคือผู้ที่รับประทานอาหารบ่อยจะเกิดฟันผุได้ง่ายกว่าผู้ที่รับประทานอาหารไม่บ่อย
ปัจจัยต่อไปคืออาหารที่เหนี่ยวติดฟันจะทำให้เกิดฟันผุได้ง่ายควรจะหลีกเลี่ยงอาหารดังกล่าว
ดังนั้หลีกเลี่ยงอาหารหวาน และรับประทานอาหารอย่าให้ถี่เกินไป

การใช้ยาสีฟันที่มีส่วนผสมของฟลูออไรด์

ฟลูออไรด์จะช่วยลดฟันผุลงได้ร้อยละ 28 ตรวจสอบยาสีฟันของท่านว่ามีส่วนผสมของฟลูออไรด์หรือเปล่า

เราจะป้องกันโรคในช่องปากได้อย่างไร

นอกจาก การแปรงฟัน การใช้ไหมขัดฟัน และการไปตรวจฟันแล้ว การดูแลเรื่องอาหาร การสูบบุหรี่ หรือสารเสพติดต่างๆจะช่วยลดปัญหาเรื่องดรคในช่องปาก

ที่มา http://www.siamhealth.net

วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้อดีของน้ำผึ้งที่ควรรู้

 
น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำใย
บำรุงเลือด บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดี และนอนหลับสบาย

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่
ขับความร้อนในร่างกาย ใช้บรรเทาความร้อนจากแผลไฟลวก ขับลม แก้พิษ

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า
ขับความร้อน กระตุ้นความยากอาหาร บำรุงม้าม บำรุงประสาท

น้ำผึ้งจากเกสรดอกส้ม
ลดอาการบวมอักเสบ ขับพิษ แก้กระหายน้ำ

ประโยชน์

น้ำผึ้งแท้มีน้ำตาลเด็กซ์โทสและฟรุคโทส ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและมคุณสมบัติความเป็นยาสูง และยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี วิตามินเค วิตามินซีตามธรรมชาติ กรดอะมิโน กรดไขมัน เกลือแร่ สังกะสี และทองแดง ถ้าเอาไปผสมรวมกับสมุนไพรจึงกล่ยเป้นยาที่หลายชาตินิยมใช้
ในตำราจีนบันทึกไว้สรรพคุรของน้ำผึ้งไว้ว่าสามารถขับร้อน บำรุงกระเพราะอาหาร ม้าม ขับพิษ รักษาแผล ทำหชุ่มชื่นลดความแห้ง แก้ไอ และแก้ปวดได้

หมอในอเมริกาและแคนาดาให้คนป่วยทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน เพื่อช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นปกติ

ในตำรายาของไทย น้ำผึ้งช่วยให้ร่างกายดูดซึมตัวยาได้เร็วกระตุ้นการทพงานของไต กระจายเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายทำให้มีกำลัง สำหรับผู้ชายที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถ้าได้ทานน้ำผึ้งแท้วันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอนเป็นประจำทุกวัน อาการจะดีขึ้น

ถ้าได้อื่มน้ำผึ้งแท้ชงน้ำอุ่น ก่อนทานอาหาร 1-1 ½ ชั่วโมงจะยับยั้งไม่ให้กระเพราะหลั่งกรดออกมามากเกินไป เหมาะสำหรับหลังกรดออกมามากเกินไป เหมาสำหรับคนที่เป็นแผลในกระเพราะอาหาร แต่ถ้าชงกับน้ำเย็นจะกระตุ้นในกระเพราะอาหารหลั่งกรอมากขึ้น กระตุ้นการบีบตัวของลำใส้ แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยและท้องผูก

ไม่ควรดื่มน้ำผึ้งหลังอาหารทันที เพราะระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้กระเพราะหลังกรดมากเกินไป ถ้าจะดื่มต้องทานอาหารไปแล้วประมาณ 2 -3 ชั่วโมง
สาวๆ ที่นอนหลับยาก ถ้าได้น้ำผึ้งชงกับน้ำเปล่าก่อนอนสักแก้วจะช่วยให้หลับสบาย

ที่มา : นิตยสาร SPICY

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ธนบัตรชำรุดควรทำอย่างไร

1. หากธนบัตรนั้นฉีกขาดหรือชำรุดไม่มาก เช่นมุมใดมุมหนึ่งขาดออกไป โดยที่ส่วนที่ขาดนั้นไม่ได้หล่นหายไปไหน แนะนำให้ใช้เทปใสแปะปิดทับรอยขาดได้เลยครับ ยังสามารถใช้ชำระหนี้ หรือซื้อของได้ตามปกติ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับธนบัตรที่ชำรุดไม่มากนักนะครับ หากขาดหรือแหว่งไปมากๆ ไม่แนะนำให้ทำอย่างเด็ดขาด

2. หากธนบัตรนั้นขาดครึ่ง หรือขาดออกจากกันจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้นำไปแลกที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ โดยจะแลกได้เพียงครึ่งราคาของมูลค่าเท่านั้นนะครับ (มีหลายคนถามว่า ธนาคารทั่วไปแลกได้หรือไม่ ตอบว่าได้ครับ แต่จะให้บริการเฉพาะวันพุธเท่านั้น)

3. ธนบัตรขาดครึ่งและต่อผิด หมายถึงธนบัตรที่ขาดออกจากกันแล้วถูกซ่อมแซม แต่เป็นการซ่อมแซมโดยใช้ชิ้นส่วนจากธนบัตรฉบับอื่น(แต่รูปแบบเดียวกัน) สามารถนำไปแลกได้ที่ธนาคารออมสิน โดยจะแลกได้เต็มมูลค่าของราคาธนบัตร แต่มีข้อแม้ว่าส่วนที่นำมาต่อกันจะต้องสมบูรณ์ทั้งสองส่วน

4. ธนบัตรที่ชำรุดแบบขาดวิ่น มักพบได้ในกรณีที่ถูกปลวกแทะ ฉีกขาด หรือไฟไหม้ หากส่วนที่เหลือของธนบัตรนั้นมีปริมาณมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์สามารถนำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร

5. ธนบัตรที่ชำรุดแบบลบเลือน มักจะพบเห็นได้ในธนบัตรเก่า คือจะมีสภาพหมึกลบเลือน หรือตัวธนบัตรเปลี่ยนสีไปจากเดิม อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุต่างกัน เช่นโดนน้ำ หรือน้ำยาเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน (ซักผ้าแล้วลืมเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ/กางเกง) ถ้าเป็นกรณีนี้ให้นำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นธนบัตรของจริงเท่านั้น

สำหรับสถานที่แลก เปลี่ยนเงินตรา หรือธนบัตรที่ชำรุดนั้น นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ท่านยังสามารถนำไปแลกได้ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขตบางขุนพรหม รวมถึงสำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานคลังอำเภอได้ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้ใดๆ แต่อยากจะแนะนำว่า การเก็บธนบัตรไว้กับตัวนั้น ควรเก็บด้วยความระมัดระวัง เพราะแม้ว่าตัวของธนบัตรนั้นแท้จริงแล้วทำขึ้นมาจากใยฝ้ายผสมกระดาษ ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุที่คงทนในระดับหนึ่ง แต่หากเราเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของธนบัตรแต่ละฉบับออกไปได้ยาวนานกว่าเดิมเลยที เดียว

ที่มาจาก http://www.เกร็ดความรู้.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

น้ำเต้าหู้ ก็มีโทษ!!!


นานมาแล้วที่เรารับรู้แต่ว่า “น้ำเต้าหู้” มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่วันนี้มีข้อมูลการวิจัยใหม่พบว่า “น้ำเต้าหู้” ดื่มมากจะกระตุ้นมะเร็ง
หลายปีที่ผ่านมามีการแนะนำให้คนไทยดื่มน้ำเต้าหู้ เนื่องจากในน้ำเต้าหู้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเทียบเท่านม แต่บำรุงสุขภาพได้มากกว่านม อีกทั้งร่างกายเราสามารถย่อยและดูดซึ่มน้ำเต้าหู้ได้กว่า 90%
ในน้ำเต้าหู้ปริมาณ100มิลลิลิตร มีโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพดีมาก1.8กรัม ประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิด อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เซเลเนียม วิตามินA , E , B1 , B2กรดอะมิโน18ชนิด และธาตุเหล็กที่มีมากกว่านมถึง1.6เท่า


การดื่มน้ำเต้าหู้สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ลดความดันโลหิตสูง ช่วยให้จุลินทรีย์ที่ดีเจริญเติบโตในลำไส้ กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัว ปรับระดับอินซูลิน บำรุงสมอง เสริมภูมิต้านทาน ช่วยขับเสมหะให้ออกจากปอด บำรุงตับและไต ป้องกันมะเร็ง ชะลอวัย บำรุงม้าม โดยสำนักงานบริหารอาหารและยารักษาโรคของสหรัฐอเมริกา หรือFDAยืนยันว่า โปรตีนถั่วเหลืองเป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทไขมันต่ำไม่อิ่มตัวและ อาหารคอเลสเตอรอลต่ำได้ ถ้ารับประทานโปรตีนถั่วเหลือง25กรัมต่อวัน จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ในน้ำเต้าหู้ยังมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” (Phytoestrogen) ซึ่งมีส่วนในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และลดอาการวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นได้ในวัยทอง


แต่เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ในปริมาณมากเกิน ไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกาย โดยDr.Lita LeeและThe Weston A. Price Foundation in Washington, DC USAมีผลวิจัยไปในทิศทางเดียวกันว่า การกินโปรตีนถั่วเหลืองผง30ซีซี ทุกวัน สามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมจากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
ด้านWeston A. Price Foundationเปิดเผยว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อและมีแนวโน้มที่จะทำให้เป็นหมัน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิง เนื่องจากกระบวนการผลิตโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า 'ไลซิโน อะลานีน' และสารก่อมะเร็งชื่อว่า 'ไนโตรซามีน' นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนที่กินถั่วเหลืองพบว่า ต่อมธัยรอยด์ถูกกดการทำงานและมีคอพอกในหลายงานวิจัย อีกทั้งถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน ที่เรียกว่าHemagglutininทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป
ดร.มาริลิน เกลนวิลล์ นักโภชนาการ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "Nutritional Health Handbook for Women" แนะนำว่า "การรับประทานอาหารต้องรับประทานแต่พอดี ถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพถ้าเราไม่ทานมากเกินไป คือ วันละ30กรัม จึงจะเหมาะสมที่สุด"


ขอบคุณข้อมูลจาก http://ainews1.com/article548.html, www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.com/, http://thai.cri.cn/461/2010/02/05/224s169803.htm, http://www.sahavicha.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.farminhealth.com/2014/06/17/benefits-soy-milk/แหล่งที่มา :เดลินิวส์ออนไลน์

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีดูแลสุขภาพในการทำงานหน้าจอคอมฯ

 วิธีดูแลสุขภาพในการทำงานหน้าจอคอมฯ

1. อย่าลืมกระพริบตาเวลานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อย่าลืมกระพริบตา เพราะการพริบตาจะช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงไม่ให้ดวงตาแห้ง หลายปัญหาเกี่ยวกับดวงตาก็เกิดจากการ นั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ โดยไม่มีการกระพริบตา ดังนั้นอย่าลืมกระพริบตา หรือเพ่งเล็งหน้าจอคอมฯ นานเกินไป


2. อย่าลืมดื่มน้ำเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าน้ำนั้นมีความสำคัญกับร่างกายของ คนเรา ยิ่งมีการทำงานที่ต้องใช้สมองและร่างกายด้วยแล้ว น้ำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันจะทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างเช่น สมอง ดังนั้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่าลืมดื่มน้ำกัน นะจ๊ะ


3. อย่าลืมว่าคุณนั่งทำงานในท่าที่ถูกต้องหลาย ครั้งหลังจากการทำงานแล้ว หลายคนรู้สึกปวดเมื่อยร่างกายโดยเฉพาะส่วนหลังหรือต้นคอ เหตุผลส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นจากการนั่งทำงานในท่าที่ผิด ตัวอย่างเช่น การนั่งเอนหลังมากเกินไป ซึ่งเป็นการนั่งไม่ถูกต้อง การนั่งในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกายแล้ว ยังลดประสิทธิภาพในการทำงานของเราด้วย ท่านั่งที่ถูกต้องคือการนั่งตัวตรง หากนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ เพื่อพิมพ์งานต่างๆ ควรให้คีย์บอร์ดและเม้าส์อยู่ในระดับที่พอเหมาะกับแขนและมือที่ยื่นออกไป ไม่สูง ต่ำ หรือ ไกลจากตัวเรามากนัก แค่นี้ก็ช่วยไม่ให้ปวดเมื่อยได้พอสมควร


4. อย่าลืมทำความสะอาดความ สะอาดก็มีส่วนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย หากคุณเห็นฝุ่นตามอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือในห้อง ควรทำความสะอาดให้หมดจดเพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน เพราะฝุ่นละอองเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งเชื้อโรคหรือแบคทีเรียต่างๆ ที่จะส่งผลให้คุณมีโรคภัยไข้เจ็บได้ และที่สำคัญมันยังลดบรรยากาศการทำงานในห้องของคุณด้วย


5. อย่าลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้างไม่ ว่าคุณจะมีเหตุผลที่ต้องทำงานหนักและต้องนั่งนานแค่ไหน ก็ไม่ควรที่จะลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้าง เดินผ่อนคลายยืดเส้นยืดสาย หรือสามารถนั่งบนเก้าอี้ไปพร้อมกับยืดเส้นยืดสายไปด้วยก็ได้ เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียน ส่งผลให้คุณมีความสามารถหรือประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันช่วยได้จริงๆ นะ แถมยังผ่อนคลายไม่ให้ตึงเครียดมากเกินไปได้อีกด้วย

ที่มาจาก http://songkhla.doe.go.th/knowledge/detail/21
ภาพจาก www.google.com

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"คลอรีน" ในน้ำประปาอันตรายหรือไม่

“น้ำประปา” 

ดูท่าจะ เป็นน้ำที่มีโชคชะตาอาภัพที่สุดในบรรดาน้ำที่ใช้กันอยู่ ในประเทศไทยเพราะถึงแม้ ว่าจะอยู่ใกล้ตัวเราให้เปิดใช้ กันได้ง่ายๆ แต่ก็ยังมีหลายคำถามค้างคาใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตะกอน ตะกรันในน้ำที่เกิดจากแคลเซียมโดนความร้อน หรือเรื่องกลิ่นจากคลอรีน
          ลองมาฟังนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพอย่างคุณศุภเกียรติ วัฒนศีล ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) ซึ่งมั่นใจว่าน้ำประปาที่ตนดูแลอยู่นั้นมีคุณภาพดี ดื่มได้ ชนิดที่กล้าเอาน้ำประปาที่รองจากก๊อกชงนมให้ลูกกินมาแล้ว มาตอบคำถามว่า “คลอรีนในน้ำประปามีอันตรายหรือไม่”
          ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำ กปน. บอกว่า โดยทั่วไปแล้วน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการคือน้ำที่สะอาด ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น รส ปราศจากเชื้อโรค มีแร่ธาตุและเกลือแร่ตามธรรมชาติละลายอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะและไม่มีสารปนเปื้อนที่ก่อให้ เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งน้ำประปามีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน  

          โดยได้รับการตรวจสอบรับรองจาก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วว่า น้ำประปาทุกเขตบริการของ กปน. สะอาดและดื่มได้ อย่างปลอดภัย สามารถรองดื่มจากก๊อกได้ทันที แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นคลอรีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ให้รองน้ำตั้งทิ้งไว้ก่อนไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลิ่นคลอรีน ก็จะระเหยหมดไปเอง
          องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า ในน้ำประปา ที่สะอาดและดื่มได้ต้องตรวจพบคลอรีนอย่างต่ำ 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่คลอรีนเป็นก๊าซ เมื่อทิ้งช่วงเวลา เพียงเล็กน้อยก็ระเหยหมดไป หรือจะนำน้ำประปาไปต้มให้เดือด ก็จะเป็นน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย หรือหากจะดื่มโดยผ่านเครื่องกรองน้ำ มีข้อแนะนำว่า ควรจะเป็นเครื่องกรองที่ไม่ใช่ระบบทำน้ำบริสุทธิ์หรือน้ำกลั่น ที่ทำให้กลายเป็นน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุ ซึ่งน้ำแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับดื่ม แต่เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา หรือเติมแบตเตอรี่รถยนต์
          ที่สำคัญขอให้หมั่นทำความสะอาด ไส้กรองและก๊อกน้ำ เพราะเครื่องกรองส่วนใหญ่จะกรองคลอรีนออก ทำให้น้ำกรองแล้วไม่สามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่มีทั่วไปเป็นปกติในบรรยากาศ
          รู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างนี้แล้วก็คงจะช่วยให้ผู้ใช้น้ำประปา บริโภคได้มั่นใจขึ้นกว่าเดิม 

ข้อมูลจาก 
ไทยรัฐ
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต