วันจันทร์ที่ 21 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ข้อดีของน้ำผึ้งที่ควรรู้

 
น้ำผึ้งจากเกสรดอกลำใย
บำรุงเลือด บำรุงสมอง ช่วยให้ความจำดี และนอนหลับสบาย

น้ำผึ้งจากเกสรดอกลิ้นจี่
ขับความร้อนในร่างกาย ใช้บรรเทาความร้อนจากแผลไฟลวก ขับลม แก้พิษ

น้ำผึ้งจากเกสรอบเชยป่า
ขับความร้อน กระตุ้นความยากอาหาร บำรุงม้าม บำรุงประสาท

น้ำผึ้งจากเกสรดอกส้ม
ลดอาการบวมอักเสบ ขับพิษ แก้กระหายน้ำ

ประโยชน์

น้ำผึ้งแท้มีน้ำตาลเด็กซ์โทสและฟรุคโทส ซึ่งมีคุณค่าทางโภชนาการและมคุณสมบัติความเป็นยาสูง และยังอุดมไปด้วยวิตามินบี 1 บี 2 วิตามินอี วิตามินเค วิตามินซีตามธรรมชาติ กรดอะมิโน กรดไขมัน เกลือแร่ สังกะสี และทองแดง ถ้าเอาไปผสมรวมกับสมุนไพรจึงกล่ยเป้นยาที่หลายชาตินิยมใช้
ในตำราจีนบันทึกไว้สรรพคุรของน้ำผึ้งไว้ว่าสามารถขับร้อน บำรุงกระเพราะอาหาร ม้าม ขับพิษ รักษาแผล ทำหชุ่มชื่นลดความแห้ง แก้ไอ และแก้ปวดได้

หมอในอเมริกาและแคนาดาให้คนป่วยทานขนมปังทาน้ำผึ้งผสมผงอบเชยทุกวัน เพื่อช่วยลดโคเลสเตอรอล ป้องกันโรคหัวใจ ทำให้หัวใจเต้นปกติ

ในตำรายาของไทย น้ำผึ้งช่วยให้ร่างกายดูดซึมตัวยาได้เร็วกระตุ้นการทพงานของไต กระจายเลือดไปเลี้ยงทุกส่วนของร่างกายทำให้มีกำลัง สำหรับผู้ชายที่มีอาการหย่อนสมรรถภาพทางเพศถ้าได้ทานน้ำผึ้งแท้วันละ 2 ช้อนโต๊ะ ก่อนอนเป็นประจำทุกวัน อาการจะดีขึ้น

ถ้าได้อื่มน้ำผึ้งแท้ชงน้ำอุ่น ก่อนทานอาหาร 1-1 ½ ชั่วโมงจะยับยั้งไม่ให้กระเพราะหลั่งกรดออกมามากเกินไป เหมาะสำหรับหลังกรดออกมามากเกินไป เหมาสำหรับคนที่เป็นแผลในกระเพราะอาหาร แต่ถ้าชงกับน้ำเย็นจะกระตุ้นในกระเพราะอาหารหลั่งกรอมากขึ้น กระตุ้นการบีบตัวของลำใส้ แก้ปัญหาอาหารไม่ย่อยและท้องผูก

ไม่ควรดื่มน้ำผึ้งหลังอาหารทันที เพราะระดับน้ำตาลในเลือดจะเพิ่มขึ้นอย่างรวดเร็ว และกระตุ้นให้กระเพราะหลังกรดมากเกินไป ถ้าจะดื่มต้องทานอาหารไปแล้วประมาณ 2 -3 ชั่วโมง
สาวๆ ที่นอนหลับยาก ถ้าได้น้ำผึ้งชงกับน้ำเปล่าก่อนอนสักแก้วจะช่วยให้หลับสบาย

ที่มา : นิตยสาร SPICY

วันศุกร์ที่ 18 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ธนบัตรชำรุดควรทำอย่างไร

1. หากธนบัตรนั้นฉีกขาดหรือชำรุดไม่มาก เช่นมุมใดมุมหนึ่งขาดออกไป โดยที่ส่วนที่ขาดนั้นไม่ได้หล่นหายไปไหน แนะนำให้ใช้เทปใสแปะปิดทับรอยขาดได้เลยครับ ยังสามารถใช้ชำระหนี้ หรือซื้อของได้ตามปกติ แต่วิธีนี้เหมาะสำหรับธนบัตรที่ชำรุดไม่มากนักนะครับ หากขาดหรือแหว่งไปมากๆ ไม่แนะนำให้ทำอย่างเด็ดขาด

2. หากธนบัตรนั้นขาดครึ่ง หรือขาดออกจากกันจนไม่สามารถซ่อมแซมได้ทั้งแนวตั้งและแนวนอน ให้นำไปแลกที่ธนาคารออมสินทุกสาขาทั่วประเทศ โดยจะแลกได้เพียงครึ่งราคาของมูลค่าเท่านั้นนะครับ (มีหลายคนถามว่า ธนาคารทั่วไปแลกได้หรือไม่ ตอบว่าได้ครับ แต่จะให้บริการเฉพาะวันพุธเท่านั้น)

3. ธนบัตรขาดครึ่งและต่อผิด หมายถึงธนบัตรที่ขาดออกจากกันแล้วถูกซ่อมแซม แต่เป็นการซ่อมแซมโดยใช้ชิ้นส่วนจากธนบัตรฉบับอื่น(แต่รูปแบบเดียวกัน) สามารถนำไปแลกได้ที่ธนาคารออมสิน โดยจะแลกได้เต็มมูลค่าของราคาธนบัตร แต่มีข้อแม้ว่าส่วนที่นำมาต่อกันจะต้องสมบูรณ์ทั้งสองส่วน

4. ธนบัตรที่ชำรุดแบบขาดวิ่น มักพบได้ในกรณีที่ถูกปลวกแทะ ฉีกขาด หรือไฟไหม้ หากส่วนที่เหลือของธนบัตรนั้นมีปริมาณมากกว่า 50 เปอร์เซ็นต์สามารถนำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร

5. ธนบัตรที่ชำรุดแบบลบเลือน มักจะพบเห็นได้ในธนบัตรเก่า คือจะมีสภาพหมึกลบเลือน หรือตัวธนบัตรเปลี่ยนสีไปจากเดิม อาจจะเนื่องมาจากสาเหตุต่างกัน เช่นโดนน้ำ หรือน้ำยาเคมีที่มีฤทธิ์กัดกร่อน (ซักผ้าแล้วลืมเอาเงินออกมาจากกระเป๋าเสื้อ/กางเกง) ถ้าเป็นกรณีนี้ให้นำไปแลกได้เต็มมูลค่าของธนบัตร แต่ต้องพิสูจน์ให้ได้ว่าเป็นธนบัตรของจริงเท่านั้น

สำหรับสถานที่แลก เปลี่ยนเงินตรา หรือธนบัตรที่ชำรุดนั้น นอกจากธนาคารออมสินแล้ว ท่านยังสามารถนำไปแลกได้ที่ ธนาคารแห่งประเทศไทย เขตบางขุนพรหม รวมถึงสำนักงานคลังจังหวัด และสำนักงานคลังอำเภอได้ทั่วประเทศ โดยที่ไม่ต้องเสียค่าใช้ใดๆ แต่อยากจะแนะนำว่า การเก็บธนบัตรไว้กับตัวนั้น ควรเก็บด้วยความระมัดระวัง เพราะแม้ว่าตัวของธนบัตรนั้นแท้จริงแล้วทำขึ้นมาจากใยฝ้ายผสมกระดาษ ซึ่งถือว่าเป็นวัสดุที่คงทนในระดับหนึ่ง แต่หากเราเก็บรักษาอย่างระมัดระวัง ก็จะช่วยยืดอายุการใช้งานของธนบัตรแต่ละฉบับออกไปได้ยาวนานกว่าเดิมเลยที เดียว

ที่มาจาก http://www.เกร็ดความรู้.com

วันพฤหัสบดีที่ 17 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

น้ำเต้าหู้ ก็มีโทษ!!!


นานมาแล้วที่เรารับรู้แต่ว่า “น้ำเต้าหู้” มีประโยชน์ต่อร่างกาย แต่วันนี้มีข้อมูลการวิจัยใหม่พบว่า “น้ำเต้าหู้” ดื่มมากจะกระตุ้นมะเร็ง
หลายปีที่ผ่านมามีการแนะนำให้คนไทยดื่มน้ำเต้าหู้ เนื่องจากในน้ำเต้าหู้มีสารอาหารที่เป็นประโยชน์ต่อร่างกายเทียบเท่านม แต่บำรุงสุขภาพได้มากกว่านม อีกทั้งร่างกายเราสามารถย่อยและดูดซึ่มน้ำเต้าหู้ได้กว่า 90%
ในน้ำเต้าหู้ปริมาณ100มิลลิลิตร มีโปรตีนจากพืชที่มีคุณภาพดีมาก1.8กรัม ประกอบด้วยสารอาหารหลายชนิด อาทิ แคลเซียม ฟอสฟอรัส สังกะสี เซเลเนียม วิตามินA , E , B1 , B2กรดอะมิโน18ชนิด และธาตุเหล็กที่มีมากกว่านมถึง1.6เท่า


การดื่มน้ำเต้าหู้สามารถช่วยลดน้ำตาลในเลือด ลดไขมัน ลดความดันโลหิตสูง ช่วยให้จุลินทรีย์ที่ดีเจริญเติบโตในลำไส้ กระเพาะอาหารและลำไส้เคลื่อนตัว ปรับระดับอินซูลิน บำรุงสมอง เสริมภูมิต้านทาน ช่วยขับเสมหะให้ออกจากปอด บำรุงตับและไต ป้องกันมะเร็ง ชะลอวัย บำรุงม้าม โดยสำนักงานบริหารอาหารและยารักษาโรคของสหรัฐอเมริกา หรือFDAยืนยันว่า โปรตีนถั่วเหลืองเป็นสารอาหารที่มีอยู่ในอาหารประเภทไขมันต่ำไม่อิ่มตัวและ อาหารคอเลสเตอรอลต่ำได้ ถ้ารับประทานโปรตีนถั่วเหลือง25กรัมต่อวัน จะลดความเสี่ยงในการเป็นโรคหลอดเลือดหัวใจได้ นอกจากนี้ในน้ำเต้าหู้ยังมีสารชนิดหนึ่งที่เรียกว่า “ไฟโตเอสโตรเจน” (Phytoestrogen) ซึ่งมีส่วนในการป้องกันโรคมะเร็งเต้านมในผู้หญิง ป้องกันโรคกระดูกพรุน และลดอาการวิตกกังวลที่อาจเกิดขึ้นได้ในวัยทอง


แต่เมื่อไม่นานมานี้มีผลการวิจัยพบว่าการดื่มน้ำเต้าหู้ในปริมาณมากเกิน ไปจะเป็นผลเสียต่อร่างกาย โดยDr.Lita LeeและThe Weston A. Price Foundation in Washington, DC USAมีผลวิจัยไปในทิศทางเดียวกันว่า การกินโปรตีนถั่วเหลืองผง30ซีซี ทุกวัน สามารถทำให้เกิดความผิดปกติที่เต้านมจากฤทธิ์ของฮอร์โมนเอสโตรเจน
ด้านWeston A. Price Foundationเปิดเผยว่า ฮอร์โมนเอสโตรเจนในถั่วเหลือง ขัดขวางการทำงานของต่อมไร้ท่อและมีแนวโน้มที่จะทำให้เป็นหมัน รวมทั้งส่งเสริมให้เกิดมะเร็งเต้านมในผู้หญิง เนื่องจากกระบวนการผลิตโปรตีนถั่วเหลือง ทำให้เกิดสารพิษที่เรียกว่า 'ไลซิโน อะลานีน' และสารก่อมะเร็งชื่อว่า 'ไนโตรซามีน' นอกจากนี้ยังมีการศึกษาการทำงานของต่อมธัยรอยด์ในคนที่กินถั่วเหลืองพบว่า ต่อมธัยรอยด์ถูกกดการทำงานและมีคอพอกในหลายงานวิจัย อีกทั้งถั่วเหลืองมีสารที่ทำให้โปรตีนจับตัวกันเป็นก้อน ที่เรียกว่าHemagglutininทำให้เม็ดเลือดแดงและเม็ดเลือดขาวจับกันเป็นก้อน ส่งผลให้ประสิทธิภาพการทำงานของเม็ดเลือดเสียไป
ดร.มาริลิน เกลนวิลล์ นักโภชนาการ ผู้แต่งหนังสือเรื่อง "Nutritional Health Handbook for Women" แนะนำว่า "การรับประทานอาหารต้องรับประทานแต่พอดี ถั่วเหลืองจะดีต่อสุขภาพถ้าเราไม่ทานมากเกินไป คือ วันละ30กรัม จึงจะเหมาะสมที่สุด"


ขอบคุณข้อมูลจาก http://ainews1.com/article548.html, www.xn--12cg1cxchd0a2gzc1c5d5a.com/, http://thai.cri.cn/461/2010/02/05/224s169803.htm, http://www.sahavicha.com/
ขอบคุณภาพประกอบจาก http://www.farminhealth.com/2014/06/17/benefits-soy-milk/แหล่งที่มา :เดลินิวส์ออนไลน์

วันพุธที่ 16 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธีดูแลสุขภาพในการทำงานหน้าจอคอมฯ

 วิธีดูแลสุขภาพในการทำงานหน้าจอคอมฯ

1. อย่าลืมกระพริบตาเวลานั่งหน้าจอคอมพิวเตอร์นานๆ อย่าลืมกระพริบตา เพราะการพริบตาจะช่วยให้ดวงตามีน้ำหล่อเลี้ยงไม่ให้ดวงตาแห้ง หลายปัญหาเกี่ยวกับดวงตาก็เกิดจากการ นั่งหน้าจอคอมฯ นานๆ โดยไม่มีการกระพริบตา ดังนั้นอย่าลืมกระพริบตา หรือเพ่งเล็งหน้าจอคอมฯ นานเกินไป


2. อย่าลืมดื่มน้ำเป็นที่เข้าใจกันอยู่แล้วว่าน้ำนั้นมีความสำคัญกับร่างกายของ คนเรา ยิ่งมีการทำงานที่ต้องใช้สมองและร่างกายด้วยแล้ว น้ำจึงมีความสำคัญเป็นอย่างมาก เพราะมันจะทำหน้าที่ในการหล่อเลี้ยงส่วนต่างๆ ของร่างกาย อย่างเช่น สมอง ดังนั้นเพื่อช่วยเพิ่มประสิทธิภาพในการทำงานให้ดียิ่งขึ้นอย่าลืมดื่มน้ำกัน นะจ๊ะ


3. อย่าลืมว่าคุณนั่งทำงานในท่าที่ถูกต้องหลาย ครั้งหลังจากการทำงานแล้ว หลายคนรู้สึกปวดเมื่อยร่างกายโดยเฉพาะส่วนหลังหรือต้นคอ เหตุผลส่วนหนึ่งคงหนีไม่พ้นจากการนั่งทำงานในท่าที่ผิด ตัวอย่างเช่น การนั่งเอนหลังมากเกินไป ซึ่งเป็นการนั่งไม่ถูกต้อง การนั่งในลักษณะนี้นอกจากจะทำให้ปวดเมื่อยตามร่างกายแล้ว ยังลดประสิทธิภาพในการทำงานของเราด้วย ท่านั่งที่ถูกต้องคือการนั่งตัวตรง หากนั่งอยู่หน้าจอคอมฯ เพื่อพิมพ์งานต่างๆ ควรให้คีย์บอร์ดและเม้าส์อยู่ในระดับที่พอเหมาะกับแขนและมือที่ยื่นออกไป ไม่สูง ต่ำ หรือ ไกลจากตัวเรามากนัก แค่นี้ก็ช่วยไม่ให้ปวดเมื่อยได้พอสมควร


4. อย่าลืมทำความสะอาดความ สะอาดก็มีส่วนสำคัญที่ไม่ควรปล่อยปละละเลย หากคุณเห็นฝุ่นตามอุปกรณ์คอมพิวเตอร์หรือในห้อง ควรทำความสะอาดให้หมดจดเพื่อสุขภาพที่ดีในการทำงาน เพราะฝุ่นละอองเหล่านั้นอาจนำมาซึ่งเชื้อโรคหรือแบคทีเรียต่างๆ ที่จะส่งผลให้คุณมีโรคภัยไข้เจ็บได้ และที่สำคัญมันยังลดบรรยากาศการทำงานในห้องของคุณด้วย


5. อย่าลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้างไม่ ว่าคุณจะมีเหตุผลที่ต้องทำงานหนักและต้องนั่งนานแค่ไหน ก็ไม่ควรที่จะลืมลุกขึ้นจากเก้าอี้บ้าง เดินผ่อนคลายยืดเส้นยืดสาย หรือสามารถนั่งบนเก้าอี้ไปพร้อมกับยืดเส้นยืดสายไปด้วยก็ได้ เพื่อช่วยให้เลือดหมุนเวียน ส่งผลให้คุณมีความสามารถหรือประสิทธิภาพในการทำงานเพิ่มมากยิ่งขึ้น มันช่วยได้จริงๆ นะ แถมยังผ่อนคลายไม่ให้ตึงเครียดมากเกินไปได้อีกด้วย

ที่มาจาก http://songkhla.doe.go.th/knowledge/detail/21
ภาพจาก www.google.com

วันอาทิตย์ที่ 13 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

"คลอรีน" ในน้ำประปาอันตรายหรือไม่

“น้ำประปา” 

ดูท่าจะ เป็นน้ำที่มีโชคชะตาอาภัพที่สุดในบรรดาน้ำที่ใช้กันอยู่ ในประเทศไทยเพราะถึงแม้ ว่าจะอยู่ใกล้ตัวเราให้เปิดใช้ กันได้ง่ายๆ แต่ก็ยังมีหลายคำถามค้างคาใจอยู่เสมอ ไม่ว่าจะเป็นเรื่องของตะกอน ตะกรันในน้ำที่เกิดจากแคลเซียมโดนความร้อน หรือเรื่องกลิ่นจากคลอรีน
          ลองมาฟังนักวิทยาศาสตร์มืออาชีพอย่างคุณศุภเกียรติ วัฒนศีล ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำ การประปานครหลวง (กปน.) ซึ่งมั่นใจว่าน้ำประปาที่ตนดูแลอยู่นั้นมีคุณภาพดี ดื่มได้ ชนิดที่กล้าเอาน้ำประปาที่รองจากก๊อกชงนมให้ลูกกินมาแล้ว มาตอบคำถามว่า “คลอรีนในน้ำประปามีอันตรายหรือไม่”
          ผู้อำนวยการฝ่ายควบคุมคุณภาพน้ำ กปน. บอกว่า โดยทั่วไปแล้วน้ำดื่มที่ร่างกายต้องการคือน้ำที่สะอาด ใส ไม่มีสี ไม่มีกลิ่น รส ปราศจากเชื้อโรค มีแร่ธาตุและเกลือแร่ตามธรรมชาติละลายอยู่ในปริมาณที่พอเหมาะและไม่มีสารปนเปื้อนที่ก่อให้ เกิดอันตรายต่อสุขภาพ ซึ่งน้ำประปามีคุณสมบัติดังกล่าวครบถ้วน  

          โดยได้รับการตรวจสอบรับรองจาก คณะสาธารณสุขศาสตร์ มหาวิทยาลัยมหิดล แล้วว่า น้ำประปาทุกเขตบริการของ กปน. สะอาดและดื่มได้ อย่างปลอดภัย สามารถรองดื่มจากก๊อกได้ทันที แต่ถ้าไม่ชอบกลิ่นคลอรีน ซึ่งเป็นสัญลักษณ์ของความสะอาด ให้รองน้ำตั้งทิ้งไว้ก่อนไม่ถึงครึ่งชั่วโมง กลิ่นคลอรีน ก็จะระเหยหมดไปเอง
          องค์การอนามัยโลกได้กำหนดไว้ว่า ในน้ำประปา ที่สะอาดและดื่มได้ต้องตรวจพบคลอรีนอย่างต่ำ 0.2 มิลลิกรัมต่อลิตร แต่คลอรีนเป็นก๊าซ เมื่อทิ้งช่วงเวลา เพียงเล็กน้อยก็ระเหยหมดไป หรือจะนำน้ำประปาไปต้มให้เดือด ก็จะเป็นน้ำดื่มที่สะอาดปลอดภัย หรือหากจะดื่มโดยผ่านเครื่องกรองน้ำ มีข้อแนะนำว่า ควรจะเป็นเครื่องกรองที่ไม่ใช่ระบบทำน้ำบริสุทธิ์หรือน้ำกลั่น ที่ทำให้กลายเป็นน้ำที่ปราศจากแร่ธาตุ ซึ่งน้ำแบบนี้ ไม่เหมาะสำหรับดื่ม แต่เหมาะสำหรับใช้ในอุตสาหกรรมผลิตยา หรือเติมแบตเตอรี่รถยนต์
          ที่สำคัญขอให้หมั่นทำความสะอาด ไส้กรองและก๊อกน้ำ เพราะเครื่องกรองส่วนใหญ่จะกรองคลอรีนออก ทำให้น้ำกรองแล้วไม่สามารถป้องกันตัวเองจากเชื้อโรคที่มีทั่วไปเป็นปกติในบรรยากาศ
          รู้ข้อมูลเพิ่มขึ้นอย่างนี้แล้วก็คงจะช่วยให้ผู้ใช้น้ำประปา บริโภคได้มั่นใจขึ้นกว่าเดิม 

ข้อมูลจาก 
ไทยรัฐ
ภาพประกอบทางอินเทอร์เน็ต

วันเสาร์ที่ 12 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

สารฟอกขาวในถั่วงอก....ต้องระวัง!!!

เพราะกองทัพเดินหน้าด้วยท้อง เราจึงต้องให้ความใส่ใจกับปากท้องของเรา อิ่มท้องแต่ต้องดีต่อสุขภาพด้วย เรื่องของสารเคมีวัตถุเจือปนในอาหารที่มีอยู่ในท้องตลาดนั้น เป็นเรื่องที่เราต้องระวัง
เวลารับประทานถั่วงอก ควรรับประทานสุกหรือดิบมากกว่ากัน ผู้เขียนคิดว่าผู้ที่ถามมานั้น น่าจะมีความกังวลในเรื่อง สารฟอกขาวในถั่วงอก ถ้าให้ตอบโดยไม่ทราบถึงแหล่งที่มาของถั่วงอก ขอแนะนำให้ลวกหรือผ่านความร้อนก่อน ซึ่งจะลดความเสี่ยงจากสารเคมีอันตรายในกรณีที่มีได้  
          ปกติแล้วจะมีสารเคมีที่สามารถใช้ในอาหารได้ตามปริมาณที่กำหนด เพื่อรักษาหรือปรับปรุงคุณภาพของอาหาร แต่สารเคมีบางชนิดนั้นไม่สามารถใส่ได้โดยเด็ดขาด ไม่ว่าจะในปริมาณเท่าไรก็ตาม เนื่องจากสามารถก่อให้เกิดอันตรายกับผู้บริโภคได้
          สำหรับสารฟอกขาวที่นิยมใช้ในอุตสาหกรรมอาหาร ก็คือ สารเคมีในกลุ่มซัลไฟต์คนขายถั่วงอกบางรายจะใช้ โซเดียมซัลไฟต์ มาผสมน้ำแช่ถั่วงอกเพื่อให้ถั่วงอกขาว อวบน่ารับประทาน แต่ก็มีคนขายบางรายที่เลือกจะใช้โซเดียม ไฮโดรซัลไฟต์ ซึ่งเป็นสารฟอกขาวที่ไม่อนุญาตให้ใช้ในอาหาร แต่มีประสิทธิภาพในการฟอกขาวได้สูงกว่าประเภทแรกหลายเท่า แต่สารเหล่านี้มีผลข้างเคียง ทำให้ผู้บริโภคอาจเกิดอาการท้องเสีย หายใจขัด อาเจียน หรือสามารถเกิดอันตรายได้ ถึงแก่ชีวิต
          เวลาที่เราเลือกซื้อหรือรับประทานถั่วงอก จึงควรเลือกที่ไม่ขาวมากจนเกินปกติ แต่ในขนาดเดียวกัน ก็ไม่ควรให้คล้ำหรือเน่าเสีย ในกรณีที่เรารับประทานถั่วงอกที่ไม่แน่ใจว่า มีสารโซเดียมไฮโดรซัลไฟต์หรือไม่ ก็ขอให้ปรุงโดยผ่านความร้อน ซึ่งสามารถลดความเสี่ยงในการเกิดอันตรายต่อสุขภาพได้
        


          ที่มา: หนังสือพิมพ์เดลินิวส์

วันพฤหัสบดีที่ 10 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

10 อันดับของผลไม้ที่มีวิตามินซีสูง




1. ฝรั่งกลมสาลี่ 

2. ฝรั่งไร้เมล็ด 


3. มะขามป้อม 


4. มะขามเทศ


5. เงาะโรงเรียน 


6. ลูกพลับ 


7. สตรอเบอร์รี่ 


8. มะละกอสุก 


9. ส้มโอขาว 


10. แตงกวา 


11. พุทราแอปเปิล 




ข้อมูลจาก http://www.myhomeveg.com/index.php?lay=show&ac=article&Id=5359680

วันอังคารที่ 8 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

วิธียืดอายุแบตเตอรี่ Notebook

 1.หลีกเลี่ยงการใช้งานในห้องที่มีอุณหภูมิสูงเกินไป


2.การชาร์จแบตเตอรี่ทุกครั้ง ควรชาร์จแบตเตอรี่ให้เต็มเสมอ

3.ถ้าไม่ใช้ Notebook นานๆ ควรชาร์จแบตเตอรี่ ให้เต็มและถอดเก็บไว้

4.อย่าปล่อยให้ไฟหมดเกลี้ยงในตัว battery เพราะจะทำให้ไฟเข้ายากกว่าปกติ

5.ใช้ Battery กันบ้าง คนส่วนใหญ่มักจะต่อสาย Power เข้ากับปลั๊กทันทีที่มีโอกาส ทำให้ไม่ค่อยได้ใช้ battery กันอย่างจริงๆ ดังนั้น แนะนำให้ใช้ไฟจาก battery บ้าง อย่างน้อย เดือนละ 1 ครั้ง การใช้ก็ควรใช้ให้หมดจนกระทั่งขึ้นสัญญาณให้ ชาร์จแบตเตอรี่


6.ถอด battery ออก ต่อสายตรง ซึ่งข้อนี้ ไม่ได้แนะนำ แต่เห็นเพื่อนบางคน ประหยัดสุดๆ กลัว Battery ใช้ได้ไม่ถึง 5 ปี (ปกติก็ไม่มีทางเป็นไปได้อยู่แล้ว) ถ้าจะถอดจริงๆ ก็เปลี่ยนไปใช้คอมพิวเตอร์แบบตั้งโต๊ะเลยดีกว่า


ข้อมูลจาก http://www.itcomtech.net/th/article-all/67-battery-notebook.html

จุ่มช้อน-ส้อม ฆ่าเชื้อโรคหรือเพาะเชื้อโรค????

การเลือกสรรอุปกรณ์การกินที่เรารู้สึกว่าสะอาด ปลอดภัยก็เป็นอีกสิ่งหนึ่งที่ ผู้บริโภคทำอย่างสม่ำเสมอ ขอเปลี่ยนได้ก็ขอ เช็ดได้ก็เช็ด (แม้ว่าจะต้องใช้กระดาษทิชชู่สีชมพูก็ตาม)

และอีก อย่างหนึ่งที่ได้เข้ามามีอิทธิพลต่อวัฒนธรรมการกินของเราที่พบมากขึ้น เรื่อยๆ โดยเฉพาะบริเวณศูนย์อาหารในศูนย์การค้า หรือโรงอาหารในสถาบันต่างๆ ในช่วงไม่กี่ปีที่ผ่านมานี้ คือหม้อหุงข้าวเปิดฝาบรรจุน้ำร้อนสำหรับให้ผู้บริโภคนำช้อนส้อมตะเกียบมาลวก ฆ่าเชื้อโรค

กล่าวกันว่า การลวกช้อนส้อมได้กลายมาเป็นที่นิยมในประเทศไทยหลังจากมาตรการควบคุมการ ระบาดของโรคไวรัสตับอักเสบเอที่มหาวิทยาลัยเชียงใหม่ ซึ่งทำให้ศูนย์อาหารหลายแห่งนำไปใช้บ้างจนหม้อหุงข้าวลวกอุปกรณ์การกินแพร่ กระจายไปทั่วประเทศ หลักการของการจุ่มลวกช้อนส้อมเหล่านี้ ก็มาจากการที่เราทราบกันว่า น้ำร้อนสามารถฆ่าเชื้อโรคได้
เชื้อโรคที่น่ากลัวเหล่านั้น ก็คือพวกจุลินทรีย์ สิ่งมีชีวิตเล็กๆ ที่เราไม่สามารถมองเห็นได้ด้วยตาเปล่า พวกไวรัส และแบคทีเรียก่อโรคต่างๆ ที่หากร่างกายได้รับเข้าไปแล้วนั้น จะทำให้มีอาการเจ็บป่วยตั้งแต่เล็กน้อย ไปจนร้ายแรงถึงชีวิต ไม่ว่าจะเป็นทำให้ผู้บริโภคท้องเสีย อาเจียน เป็นโรคต่างๆ ปวดศีรษะ และอาจถึงขั้นเสียชีวิตได้ นั่นก็คือสาเหตุที่ทำให้คนเราเกลียดชังเชื้อโรคกันมาก และหวังว่าจะสามารถกำจัดออกไปจากอุปกรณ์ช้อนส้อมของเราได้ด้วยตนเอง

แต่ การทำลายเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ ต้องการอุณหภูมิที่สูงกว่า98 องศาเซลเซียส และใช้เวลานานถึง 4 นาที คำถามจึงมีอยู่ว่า ถ้าเช่นนั้น ลวกเพียงครู่เดียวแล้วได้อะไรขึ้นมา
การแก้ปัญหาเบื้องต้นสำหรับผู้บริโภคอย่างเราๆ ก็คือ ยืนจุ่มช้อนส้อมและจับเวลาให้ได้ 4 นาที เพื่อให้ได้ช้อนส้อมที่สะอาดปราศจากเชื้อไวรัสตับอักเสบเอ แต่ปัญหาของน้ำร้อนในหม้อหุงข้าวตามศูนย์อาหารทั่วไปความจริงแล้วคือ อุณหภูมิน้ำไม่สูงพอที่จะทำลายเชื้อโรคได้ นอกจากจะไม่ทำให้เชื้อโรคตาย ยังทำให้เชื้อโรคเพิ่มจำนวนมหาศาลสะสมอยู่ในน้ำนั้นอีกด้วย ด้วยความที่ไม่ได้มีการเปลี่ยนน้ำใหม่ทุกชั่วโมง และที่สำคัญในการเอาตัวรอดของสิ่งมีชีวิตตัวอย่างเช่นแบคทีเรียบางพวก ซึ่งโดยปกติแล้วสามารถเจริญเติบโตได้ดีในช่วงอุณหภูมิหนึ่งๆ อย่าง 20-45 องศา เซลเซียส หากเรานำไปจุ่มในน้ำร้อนที่มีอุณหภูมิสูงกว่า 45 องศาเซลเซียส แต่เป็นอุณหภูมิที่ยังไม่สามารถฆ่าแบคทีเรียเหล่านั้นให้ตายได้
ถือว่าเราได้สร้างสภาวะความเครียดต่อสิ่งแวดล้อม ให้แก่แบคทีเรีย เป็นสัญชาตญาณของสิ่งมีชีวิตในการดำรงเผ่าพันธุ์นั่นเองที่ทำให้แบคทีเรีย เพิ่มจำนวนขึ้นอีกมากมายเพื่อให้รุ่นต่อไปอยู่รอดได้มากที่สุดเนื่องจากมัน รู้สึกว่า วิกฤตของชีวิตได้มาถึงแล้ว
ฉะนั้น จะเห็นได้ว่า การจุ่มลวกด้วยระยะเวลาสั้นๆ และอุณหภูมิที่ไม่เหมาะสม รังแต่จะทำให้มีเชื้อโรคปนเปื้อนมากับอาวุธรับประทานอาหารมากยิ่งขึ้นไปกว่า เดิมเสียอีก หากคุณเป็นคนหนึ่งที่มักลังเล ไม่กล้าที่จะจุ่มลวกช้อนส้อมลงในหม้อหุงข้าวเหล่านั้นก่อนนำไปใช้ และอาจต้องทำหน้าเบ้เมื่อเห็นเศษข้าวลอยปนอยู่ในหม้อนั้นอีกต่างหาก ดิฉันขอสนับสนุนให้คุณทำหน้าเบ้ต่อไป และอย่าได้เอาช้อนส้อมและตะเกียบของคุณไปจุ่มลงในน้ำร้อนนั้นอีกเลยนะคะ

โดย Ayaki
ที่มาข้อมูล variety.teenee.com/foodforbrain/48140.html

ดินประสิวกับการเกิดมะเร็ง ได้อย่างไร......ต้องอ่าน

ดินประสิวกับการเกิดมะเร็ง


ดินประสิวคืออะไร

         
          ดินประสิว  คือ  สารเคมีชนิดหนึ่งที่เรียกว่า  โพแทสเซียมไนเตรท (Potassium  nitrate)  มีสูตรทางเคมี  คือ  KNO3 มีลักษณะเป็นผงสีขาว  ละลายน้ำได้ดี  ไม่มีกลิ่น  มีรสเค็มเล็กน้อย  อาจมีการเปลี่ยนรูปได้ระหว่างไนเตรทกับไนไตรท์  ทั้งนี้ขึ้นอยู่กับสภาวะแวดล้อม

ดินประสิวใช้ทำอะไร

          ในทางธุรกิจอาหาร ใช้ดินประสิวเป็นสารกันบูดและถนอมอาหาร  ทำให้สีเนื้อสัตว์ดูสดอยู่เสมอ  และนอกจากนี้ยังช่วยในการป้องกันการเจริญเติบโตของเชื้อแบคทีเรียได้หลาย ชนิด  เช่น  คลอสตริเดียมโบทูลินัม  ซึ่งมักเจริญเติบโตในอาหารกระป๋อง  แต่ในทางการค้า  พ่อค้า  แม่ค้า  ที่ไม่รู้ถึงอันตรายที่อาจเกิดขึ้นหรืออาจจะด้วยความเห็นแก่ตัว  ต้องการขายสินค้าได้มาก ๆ โดยที่มีสีสวยงามปกป้องความไม่สดของอาหาร  ก็อาจใส่สารโพแทสเซียมไนเตรทในปริมาณที่มากเกินไป  จนเป็นอันตรายได้

ชนิดของอาหารที่มีสารดินประสิวเจือปน

          อาหารที่นิยมใส่ดินประสิวได้แก่  เนื้อหมู  เนื้อปลา  เนื้อวัว  เนื้อเค็ม  ปลาเค็ม  กุนเชียง  ไส้กรอก  เบคอน  แหนม  เนื้อสวรรค์  ไตปลาดิบ  ปลาร้า  ปลาเจ่า  และอื่น ๆ

อันตรายที่เกิดจากดินประสิว

           ดังที่กล่าวมาแล้วว่าดินประสิวคือ  สารเคมีที่เรียกว่า  โพแทสเซียม ไนเตรท (KNO3) ซึ่งเปลี่ยนรูปไปมาระหว่างไนเตรทกับไนไตรท์ได้โดยแบคทีเรียบางชนิด  เมื่ออยู่ในรูปของไนไตรท์มันจะทำปฏิกิริยากับสารประกอบบางอย่างในอาหารที่ เรียกว่าสารเอมีน (Amine) โดยมีน้ำย่อยในกระเพาะอาหารเป็นตัวช่วย  ทำให้เกิดสารประกอบที่เรียกว่า  ไนโตรซามีน (Nitrosamines)  ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง  ทำให้เป็นมะเร็งที่ปอด  หลอดลม  หลอดอาหาร  สำไส้ใหญ่  ลำไส้ดูโอดินัม  ตับ  ไต  ผิวหนัง  โพรงจมูก  สมอง  และกระเพาะปัสสาวะ  เป็นต้น

           สารประกอบไนโตรซามีน ยังสามารถเกิดได้เองโดยตรง  นั่นคือ  เมื่อรับประทานอาหารที่มีสารเอมีนสูง  เช่นปลาหมึก  หอย  เมื่อเรานำมาปิ้งย่างด้วยไฟแรงๆ  จะมีกลไกการทำปฏิกิริยาไนโตรเจนในอากาศกับเอมีนในอาหาร  ประกอบกับมีความร้อนสูง  จึงก่อให้เกิดสารไนโตรซามีนขึ้นได้เช่นกัน
  นอกจากนี้ผักที่มีไนเตรทสูง  เช่น  ผักคะน้า  ผักกาดขาว  ผักกาดหอม  และผักบุ้งจีน  ถ้าใส่ปุ๋ยมากเกินไป  ก็จะมีการตกค้างของไนเตรทสูง  เมื่อนำผักมารับประทาน  จะทำให้น้ำลายขับสารไนเตรทออกมามาก  และเมื่อรับประทานอาหารที่มีสารเอมีนสูง  เช่น  ปลาหมึก  หอย  ก็จะเกิดการผสมกันระหว่างสารเอมีนกับไนเตรทประกอบกับมีกรดในกระเพาะอาหารพอ เหมาะ  ทำให้เกิดสารประกอบของไนโตรซามีนขึ้น  ซึ่งเป็นสาเหตุหนึ่งของการเกิดมะเร็งขึ้นได้
การป้องกันและหลีกเลี่ยงความเสี่ยงที่จะทำให้เกิดมะเร็งควรปฏิบัติดังนี้

     1. อย่ารับประทานอาหารซ้ำซาก  จำเจ  เพราะจะทำให้ได้รับสารมากเกินไป  และเกิดโรคได้
     2. หลีกเลี่ยงอาหารปิ้งย่าง  เช่น  ปลาหมึก  หอย  เป็นต้น
     3. หลีกเลี่ยงอาหารที่มีสีแดงผิดปกติจากธรรมชาติ  เช่น  เนื้อแดดเดียว  กุนเชียง  เป็นต้น
     4. หลีกเลี่ยงการรับประทานอาหารแปรรูปต่างๆ  เช่น  ไส้กรอก  แฮม  เป็นต้น
     5. รับประทานอาหารที่มีวิตามินซี  และวิตามินอีสูงหลังอาหารเพราะวิตามินดังกล่าวสามารถยับยั้งการเกิดสารไนโต รซามีนในกระเพาะอาหารได้

     นอกจากนี้ยังมีปัจจัยอื่นๆ อีกมากที่จะทำให้เกิดมะเร็งได้  เช่น  การกินเหล้า  สูบบุหรี่  เชื้อรา  การติดเชื้อไวรัสตับอักเสบบี  อาหารปิ้งย่าง  รมควัน  ฮอร์โมนเอสโตรเจน  ไขมัน   เป็นต้น

ข้อมูลจาก http://www.nfi.or.th/th/Newdetail.php?lang=th&aid=539&cid=6&bid=
http://www.oshthai.org/index.php?option=com_linkcontent&Itemid=68&sectionid=22&pid=59.297&task=detail&detail_id=587&lang=th

วันจันทร์ที่ 7 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ประโยชน์และโทษ ของผลชูรสที่ใส่อะไรก็อร่อย

เคยมั่ยรับประทานอาหารนอกบ้าน แล้วมีอาการชาตามมือ และร้อนวูบวาบที่ปาก ลิ้น ใบหน้า และรู้สึกแน่นหน้าอก หายใจไม่สะดวก บางครั้งอาจมีผื่นแดงขึ้นตามตัวบ้างหรือไม่ อาการเหล่านี้เป็นที่รู้จักกันดีในนาม โรคภัตตาคารจีน (Chinese Restaurant Syndrome) หรือโรคแพ้ผงชูรส


      


ผงชูรสคือสารธรรมชาติจริงหรือ?
      "ผงชูรสก็คือสารกลูตามิกที่มีในธรรมชาติอยู่แล้ว ดังนั้นกินเข้าไปก็ไม่เห็นเป็นอะไร และกรดกลูตามิกก็มีอยู่ในตัวคนเราเสีย ด้วยซ้ำไป" นี่เป็นคำแก้ตัวที่พบบ่อยที่สุด ท่ามกลางความจริงที่รู้ๆกันอยู่ว่า คนเรากินหมูกินไก่ กินผักมาหลายพันปีก็ไม่เห็นจะ เคยมีคนที่เกิดอาการหน้าชา มือสั่น ใจเต้นแรงหรือช้าลง ความดันขึ้นหรือลงผิดปกติ หอบหืด ปวดหัวปวดต้นคอ ชัก อารมณ์ แปรปรวน เหมือนกับเมื่อมีคนผลิตผงชูรสแล้วริเริ่มให้คนนำมาปรุงอาหาร
      งานวิจัยชิ้นแล้วชิ้นเล่าให้การยืนยันว่า แท้ที่จริงกรดกลูตามิกที่พบในธรรมชาติ ในอาหารที่มิได้ดัดแปลง และในร่างกายคนเรา นั้นเป็นสารที่เรียกว่า L-glutamic acid ขณะที่สารจากอุตสาหกรรมผงชูรสที่ผลิตออกมานั้น ประกอบด้วยทั้ง D-glutamic acid และ L-glutamic acid พร้อมกับสารอื่นที่ปนมาอยู่ตลอดเวลาในกระบวนการผลิตได้แก่ pyroglutamic acid, mono และ dichloro propanols, heterocyclic amines และ peptides เมื่อกินผงชูรสเข้าไปแต่ละครั้งจึงเป็นการควบเอาทุกสารเข้าสู่ร่าง กายของเรา จึงเกิดปฏิกิริยาข้ามกันอุตลุต ก่อให้เกิดอาการอื่นๆมากมายนั่นเอง เราเรียกผลจากปฏิกิริยาของสารเคมีว่า "พิษ กระตุ้นเร้า(exitotoxic)" ที่มีต่อร่างกาย

      การรับ L-glutamic acid จากอาหารธรรมชาติ กับการกินเข้าไปทั้ง D และ L-glutamic acid จากผงชูรสต่างกันอย่างไร? ต้องรู้ อย่างหนึ่งว่า ในทางวิทยาศาสตร์สารเคมีแต่ละชนิดมีการจัดเรียงโครงสร้างโมเลกุลในลักษณะตาม เข็มหรือทวนเข็มนาฬิกา เกิด เป็นโครงสร้างโมเลกุล 2 ชนิดที่เรียกว่า Dextro (D) หรือ Levo (L) โมเลกุลทั้ง 2 มีหน้าตาเป็นปรัศวภาพวิโลม(mirror image) ต่อกันเหมือนมือซ้ายกับมือขวา และมีคุณสมบัติทางเคมีต่างกัน เปรียบเหมือนมือขวาใช้สวมถุงมือของมือซ้ายไม่ได้ ทีนี้ใน ธรรมชาติและในร่างกายคนเราโดยปกติจะมีแต่ L-glutamic acid ซึ่งเป็นกรดอะมิโนเราใช้มันเพื่อเป็นสารสื่อนำประสาท โดยที่ ร่างกายต้องการในปริมาณเฉพาะจำนวนหนึ่ง โดยตัวเรามีพาหนะที่จะลำเลียงกรดอะมิโนชนิดนี้ในปริมาณที่เหมาะสมแน่นอน ของตน

      คราวนี้ลองคิดดูซิว่า ถ้าจู่ๆ เรากินผงชูรสพรวดเข้าไป ในกระเพาะลำไส้ของเราเกิดมีทั้ง D และ L-glutamic ปริมาณมากรอการ ดูดซึมอยู่ในกระเพาะ และในระบบประสาททั่วไปของเรา เหมือนผู้โดยสารจำนวนมากมารอขึ้นเรือที่ท่า แต่จำนวนเรือโดยสาร มีจำกัด แน่นอนว่าจะต้องเกิดความโกลาหลที่จะแย่งกันลงเรือ ผลที่ได้คือ เรือโดยสารจะรับทั้งสารชนิดที่ถูกต้องและชนิดที่ผิด ไปทั่วร่างกายของเรา จึงเกิดสภาวะที่ร่างกายอาจมีสารสื่อนำประสาทมากเกินความต้องการหรือน้อยเกิน ความต้องการทั่วไปใน ร่างกาย ก็น่าเมื่อระบบประสาทเปรียบเสมือนคอมพิวเตอร์ในตัวเรา คิดดูซิครับว่า ถ้ามีสารสื่อนำทั้งปริมาณและชนิดที่ผิดๆ พลาดๆไปจากเดิม ร่างกายของเราจะเกิดอะไรขึ้น แน่นอนว่า อาการผิดปกติต่างๆที่เรียกว่าพิษกระตุ้นเร้าร่างกายจึงเกิดขึ้นใน รูปแบบต่างๆมากมาย

      องค์การอาหารและยา(อย.)เองให้คำจำกัดความคำว่าสารใดก็ตามที่เกิดขึ้นในพืช หรือสัตว์ก็เรียกว่า "สารธรรมชาติ" ถ้าอย่าง นั้นสารหนูก็ตาม กรดเกลือก็ตามล้วนเกิดขึ้นในธรรมชาติทั้งนั้น แต่เราย่อมไม่เอาสารทั้งสองนี้ใส่เข้าไปในอาหารของเรา ทั้งๆที่ กรดเกลือ(hydrochloric acid) เราต้องการใช้ในกระเพาะของเรา แต่เราก็จะไม่คว้าเอากรดชนิดนี้ดื่มเข้าไป แล้วทำไมเราจึง ปล่อยให้ความเข้าใจผิดเรื่องกลูตามิกธรรมชาติกับผงชูรสเป็นความรู้ที่ผิด ความจริง แพร่สะพัดในหมู่ประชาชนของเราอีกเล่า
    ผงชูรสผลิตจากวัตถุดิบธรรมชาติ ถูกต้องหรือไม่?

      ทุกคนต้องเคยได้ยินคำโฆษณาที่ว่า "ผงชูรสผลิตจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติ" นี่เป็นอีกปัญหาหนึ่งที่พึงวิเคราะห์ คือเวลานี้ผู้ นิยมอะไรที่เป็นธรรมชาติ และให้ความไว้วางใจว่าของจากธรรมชาติก็น่าจะปลอดภัย กินได้ กระบวนการผลิตผงชูรสเอามัน สำปะหลังหรือน้ำอ้อยใส่กับยูเรีย กรดกำมะถัน กรดเกลือ และโซดาไฟ ในทางวิทยาศาสตร์ปฏิกิริยาเคมีคือกระบวนการที่ เปลี่ยนคุณสมบัติของสิ่งนั้นๆไปจากเดิมเป็นคนละชนิดกัน

      พิจารณา ทางโครงสร้างโมเลกุลจะเห็นว่า NH2 ในโมเลกุลผงชูรสมาต้องมาจากยูเรีย ส่วน Na ก็มาจากโซดาไฟ ดังนั้น "วัตถุดิบ หลัก" ซึ่งย่อมหมายถึงว่าสิ่งที่สำคัญ ขาดเสียมิได้ ถ้าผงชูรสขาด NH2 และ Na แล้วไซร้ ย่อมเป็นผงชูรสไปไม่ได้
      ด้วยเหตุนี้ คำโฆษณาว่าผลิตจากวัตถุดิบหลักจากธรรมชาติย่อมสอดคล้องกับความเป็นจริงเพราะ อย่างน้อยต้องใช้ โซดาไฟ เป็นวัตถุดิบด้วย คำโฆษณาดังกล่าวมีความจงใจให้ผู้บริโภคเกิดความเข้าใจผิด ประชาชนพึงทำความเข้าใจ

     ผงชูรสก่อมะเร็งหรือไม่?
      ยังไม่มีรายงานเรื่องโมโนโซเดียมกลูตาเมตก่อมะเร็ง แต่ความเสี่ยงต่อมะเร็งจากการบริโภคผงชูรสอาจเกิดขึ้นได้ 2 ทาง

      หนึ่ง คือ กระบวนการผลิตจะเกิดสาร pyroglutamic acid, mono และ dichloro propanols, heterocyclic amines และ peptides พ่วงติดมาด้วยเสมอจากกระบวนทางอุตสาหกรรม ซึ่งสารเหล่านี้เป็นสารก่อมะเร็ง
      สอง คือ วิธีการบริโภคที่ไม่ถูกวิธี การเอาผงชูรสไปใส่ในอาหารที่ต้องปิ้ง ย่าง ทอด ซึ่งผ่านความร้อนจัดๆ ผงชูรสจะเปลี่ยน โครงสร้างทางเคมีเป็นสาร Glu-P-1 และ Glu-P-2 ซึ่งเป็นสารก่อมะเร็ง ทุกวันนี้เรากินหมูปิ้ง ลูกชิ้นปิ้ง ไส้กรอกย่าง ไก่ทอด หนังปลาทอด ทอดมัน กระทั่งปาท่องโก๋ ด้วยความไม่รู้ของผู้ขายมักใส่ผงชูรสเข้าไปในอาหารก่อนปิ้งย่างหรือทอด บ้างใส่ใน น้ำปรุงจิ้มแล้วย่าง ย่างแล้วจิ้ม ทุกวันนี้คุณแม่ที่ซื้อหมูปิ้ง ไส้กรอกย่างให้ลูกที่หน้าโรงเรียนก็ไม่รู้ว่าตนกำลังซื้อสารก่อมะเร็งให้ ลูก
      ควรหรือไม่ที่องค์กรภาครัฐผู้มีหน้าที่คุ้มครองสุขภาพของประชาชนควรให้ความรู้แก่ผู้บริโภคในอีกด้านหนึ่งที่พึงระวัง


ข้อมูลจาก http://women.thaiza.com

วันอาทิตย์ที่ 6 กรกฎาคม พ.ศ. 2557

ใช้รถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ใช้รถอย่างไรให้ประหยัดน้ำมัน

ในยุคที่เศรษฐกิจของประเทศไทยตกสะเก็ดอยู่ในขณะนี้ แถมราคาน้ำมันก็ขยับเพิ่มสูงขึ้นจากเดิมอีก เราจึงมีเคล็ด (ไม่) ลับในการช่วยท่านประหยัดน้ำมันมาฝาก ท่านทราบหรือไม่ว่าการขับรถอย่างถูกวิธีจะช่วยให้ท่านประหยัดและลดภาระค่า ใช้จ่ายในหลายๆ ด้าน โดยเฉพาะอย่างยิ่งค่าน้ำมันเชื้อเพลิง นอกจากนี้ยังจะเป็นการรักษารถยนต์ให้มีอายุการใช้งานที่คุ้มค่ามากยิ่งขึ้น ด้วย สำหรับวิธีการใช้รถให้ประหยัดน้ำมัน มีดังนี้
1. อย่าขับรถเร็ว การขับรถเร็วในการใช้รถทางไกล จะทำให้เปลืองน้ำมันมากขึ้นทั้งๆ ที่ไม่มีความจำเป็น ในกรณีที่ท่านขับรถที่มีความเร็ว 80 กม./ชม. ท่านจะประหยัดน้ำมันได้ถึง 10-15 เปอร์เซ็นต์
2. อย่าออกรถเร็วแบบรถแข่งการออกรถเร็วอย่างรุนแรงและรวดเร็ว จะทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเครื่องยนต์และชิ้นส่วนต่างๆก็สึกหรอมากเช่นกัน
3. ใช้ความเร็วสม่ำเสมอ
4. คาดการณ์ล่วงหน้าขณะขับรถเมื่อใกล้ทางแยกหรือทางม้าลายต่างๆ ควรจะชะลอความเร็วแต่เนิ่นๆไม่ใช่เมื่อใกล้แล้วจึงค่อยลดความเร็ว
5. กำหนดการใช้รถยนต์ในแต่ละวันเพื่อให้ทุกคนในครอบครัวใช้รถในคราวเดียวกัน เพราะการใช้รถหลายเที่ยวทำให้เปลืองน้ำมัน
6. มีจุดหมายในการเดินทางการใช้รถจะต้องมีแผนการเดินทางว่าจะไปถึงที่หมายได้เร็วขึ้น ไม่ใช่ขับไปโดยไร้จุดหมาย
7. ดับเครื่องทุกครั้งที่จอดรถรอ หากต้องรอประมาณ 3-4 นาทีขึ้นไป ก็ควรดับเครื่อง
8. นอกจากประหยัดน้ำมันเชื้อเพลิงแล้วยังถนอมเครื่องไม่ให้ร้อนจัดอีกด้วย
9. การอุ่นเครื่องยนต์ในตอนเช้า ควรอุ่นเครื่องประมาณ 1-2นาทีก่อนที่จะใช้รถเพื่อให้เครื่องยนต์พร้อม ที่จะทำงานในวันนั้น การอุ่นเครื่องจะทำให้ระบบหล่อลื่นทำงานดีขึ้น ถ้าออกรถอย่างนิ่มนวลไม่รุนแรงก็ไม่ต้องอุ่นเครื่องก็ได้
10.ควรใช้เครื่องปรับอากาศเท่าที่จำเป็นการใช้เครื่องปรับอากาศทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักขึ้น และจะมีความสิ้นเปลืองน้ำมันเชื้อเพลิง 10 เปอร์เซ็นต์และน้ำมันที่เผาไหม้ไม่หมดซึ่งอาจหลงเหลืออยู่ ในกระบอกสูบจะเป็นตัวการทำให้เครื่องยนต์สึกหรออีกด้วย
11.ตรวจวัดลมยางอยู่เสมอควรเติมลมยางให้ได้ตามกำหนดมาตรฐาน ทั้งล้อหน้าและล้อหลังเพราะถ้าลมยางอ่อนเกินไปจะทำให้หน้ายางมีความเสียดสีมาก ทำให้สิ้นเปลืองน้ำมันมากเช่นกันถ้าเติมลมยางแข็งเกินไปจะเป็นอันตรายต่อการขับขี่ คือจะทำให้หน้ายางเสียดสีกับพื้นถนนน้อยเกินไปทำให้เกาะถนนหรืออาจทำให้ยางเกิดระเบิดได้ หากได้รับการสะเทือนมากเวลาขับบนถนนที่ชำรุดเป็นหลุมเป็นบ่อ
12.ตรวจเช็คและตั้งเครื่องยนต์ตามกำหนดต้องตรวจสภาพของรถ เครื่องยนต์และอุปกรณ์ต่างๆให้อยู่ตามมาตรฐานที่กำหนดมาให้ เพราะถ้าอุปกรณ์ต่างๆ ของรถได้ตามมาตรฐาน การใช้น้ำมันก็จะน้อยกว่าสภาพรถที่ไม่ได้อยู่ตามมาตรฐาน
13.หมั่นตรวจไส้กรองเสมอ ไส้กรองเป็นส่วนสำคัญในการที่จะถ่ายเทอากาศเข้าไปทำปฏิกิริยาภายในเครื่อง ถ้าชำรุดหรืออุดตันจะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนักกว่าปกติและจะสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น
14.อย่าบรรทุกน้ำหนักเกินพิกัดรถยนต์ในแต่ละคันจะมีอัตราการบรรทุกบอกไว้ ถ้าบรรทุกน้ำหนักเกินจะทำให้เครื่องยนต์ใช้น้ำมันมากขึ้นและมีการสึกหรอสูงกว่าปกติ
15.อย่าลืมปลดเบรกมือ ถ้าในรถยนต์รุ่นเก่า เมื่อปลดเบรกมือรถยนต์ก็วิ่งออกไปได้แต่จะมีความฝืดมากกว่า ปกติ ถ้าขับไปเรื่อยๆ จะทำให้เบรกเสียได้ และสิ้นเปลืองน้ำมันมากขึ้น แต่ในรถยนต์คู่มือมาตรฐาน สำหรับคนมีรถรุ่นใหม่ (กรังปรีดิ์ เรียบเรียง) ถ้าลืมปลดเบรกมือ รถยนต์จะไม่วิ่งต้องปล่อยเบรกมือเสียก่อนจึงจะวิ่ง อย่าลากเกียร์โดยไม่จำเป็น ควรเปลี่ยนเกียร์ตามจังหวะและรอบความเร็วในการใช้งานนั้น เพราะการลากเกียร์นานๆ จะทำให้เครื่องยนต์ทำงานหนัก กินน้ำมันมากขึ้น
16.เลือกใช้น้ำมันหล่อลื่นที่เหมาะสม การใช้น้ำมันหล่อลื่นตามมาตรฐานที่ผู้ผลิตให้มา และการเปลี่ยนเมื่อถึงเวลาการใช้งาน จะช่วยถนอมเครื่องยนต์ได้มาก
17.อย่าบรรทุกสิ่งของบนหลังคาโดยไม่จำเป็น เพราะจะเกิดแรงต้าน 

ข้อมูลจาก  กรมการขนส่งทางบก

ภัยเงียบในส้มตำใส่ถาด

 ภัยเงียบในส้มตำใส่ถาด


 

       ถาด สังกะสีที่ร้านส้มตำนำมาใส่อาหารนั้น เป็นถาดที่ไว้สำหรับใส่ของ หรือไว้รองภาชนะต่างๆ ไม่ได้มีไว้นำมาใส่อาหารโดยตรง ทำมาจากสังกะสีที่ถูกพ่น เคลือบ สีและสารเคมีมาแล้ว มีทั้งโลหะหนักและสารตะกั่ว หากนำมาใส่อาหารที่มีรสเปรี้ยว รสเค็มมากซึ่งมีความเป็นกรด และด่างสูง จะทำให้ถาดสังกะสีเกิดการกัดกร่อน ทำให้สารตะกั่วหลุดมาปนเปื้อนในอาหารได้ และในอีกกรณีหนึ่งนั้น คือการทำความสะอาดถาด หากมีการขัดล้างอย่างแรง อาจจะทำให้สารเคมีที่เคลือบอยู่หลุดร่อนออกมาปนเปื้อนกับอาหารได้เช่นกัน
       
       พิษ จากการได้รับสารตะกั่วนั้น มีทั้งอาการเฉียบพลันและเรื้อรัง หลังจากตะกั่วดูดซึมจากลำไส้แล้ว ตะกั่วจะเข้าสู่ตับโดยผ่านทางเส้นเลือดดำ บางส่วนจะถูกขับออกทางน้ำดีและอุจจาระ ถ้าหากตะกั่วเข้าไปในปอด จะเข้าสู่กระแสเลือดซึ่งจะพาตะกั่วไปทั่วร่างกาย กระจายไปอยู่ที่เส้นผมและตามเนื้อเยื่ออ่อน เช่น สมอง ปอด ม้าม ตับ และไต ซึ่งอาจมีอาการรุนแรงเฉียบพลันได้
       
       ตะกั่ว สะสมในร่างกาย ในกระแสเลือด ในเนื้อเยื่ออ่อน โดย 90% ของตะกั่วที่สะสมอยู่ในร่างกายจะอยู่ในกระดูก ซึ่งจะก่อให้เกิดพิษเรื้อรังทำให้มีอาการปวดตามข้อ กระดูกผุ และหักง่าย ถ้าไปสะสมที่รากฟันจะทำให้ ฟันหลุดได้ง่าย สารตะกั่ว สามารถเกาะกับกระดูกในร่างกาย ได้นานหลายสิบปี
       
       อาการ พิษเรื้อรังจากสารตะกั่ว คือ ปวดท้อง น้ำหนักลด เบื่ออาหารคลื่นไส้ อาเจียน ท้องผูก อาการพิษทางประสาท และสมอง ทำให้ทรงตัวไม่อยู่ ประสาทหลอน ซึม ไม่รู้สึกตัว ชัก มือและเท้าตก เป็นอัมพาต สลบ และอาจเสียชีวิตได้
       
       คำแนะนำ
       
       หากอยาก รับประทาน ส้มตำหรืออาหารที่ใส่ถาด ลองเลือกร้านที่ไม่ใช้ถาดใส่อาหารโดยตรง เช่น นำใบตองมาปูรองถาดก่อนที่จะนำอาหารมาใส่ หรือปูรองถาดด้วยพลาสติกที่ใช้รองอาหาร หรือบางร้านที่ใช้ถาดสแตนเลส ก็จะมีความปลอดภัยมากกว่าถาดสังกะสี



ขอขอบคุณข่าวสาร/ข้อมูลดีๆ จากเว็บไซต์หนังสือพิมพ์ASTVผู้จัดการ 

ข้อดีของการดื่มเบียร์

 ข้อดีของการดื่มเบียร์

1.เบียร์สามารถช่วยป้องกันโรคหัวใจของคุณได้
        ในการศึกษานักวิชาการพบข้อมูลในคนที่ดื่มเบียร์ว่า เป็นคนที่มีอัตราความเสี่ยงต่อการเป็นโรคหัวใจน้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์ เลยถึงร้อยละ 40 ต่อ 60 เปอร์เซ็นต์กันเลยทีเดียวครับ แต่ทั้งนี้ทั้งนั้นก็ไม่ควรดื่มเกินวันละ 1/2 ลิตรต่อวัน หรือไม่ควรเกินครึ่งลิตรต่อวันนั้นเองครับ

2.เบียร์สามารถลดความเสี่ยงของโรคอัมพฤกษ์อัมพาตได้อีกด้วย
       ในเบียร์นั้นมีสารบางอย่างที่ไปป้องกันการเกิดเส้นเลือดอุดตันอันเป็นสาเหตุให้เกิดโรคอัมพฤกษ์ โรคอัมพาตได้ครับ

 3.เบียร์ยังช่วยในเรื่องของการลดความดันโลหิต
       หมอฮอลแลนด์คนหนึ่งจากมหาวิทยาลัยฮาร์วาร์ดเขาได้ศึกษาและพบว่า โรคความดันโลหิตสามารถลดได้ด้วยการดื่มเบียร์ช่วย

4.เบียร์ยังสามารถป้องกันโรคเบาหวานได้ด้วย
       คุณเคยลองสังเกตุไหมครับว่าคนที่ดื่มเบียร์เป็นประจำจะไม่ค่อยป่วยเป็นโรค เบาหวานนั้นเป็นเพราะว่า ในเบียร์มีสารที่สามารปรับการทำงานของร่างกายทำให้ลดการเกิดโรคเบาหวานได้

5. เบียร์ยังช่วยให้กระดูกและฟันแข็งแรง
       สำหรับข้อนี้คงต้องบอกเลยว่าเหมาะกับหนุ่มสาวเท่านั้นถึงจะได้ผลกับการดื่มเบียร์แล้วคุณจะไม่เป็นโรคกระดูกพรุน

6.เบียร์ยังช่วยให้คุณมีอายุที่ยืนยาวได้อีก
      มีการศึกษาข้อมูลเรื่องอายุกับเบียร์มากกว่า 50 สำนัก ได้พบข้อมูลที่ว่า คนที่ดื่มเบียร์เพียง 1 หรือ 2 แก้ว ไม่เกินนี้ จะมีอายุที่ยืนและยาวนานกว่าคนปกติทั่วไป เพราะในเบียร์มีสารที่ช่วยป้องกันโรคหัวใจได้นะซิครับ

7. โรคท้องร่วงจะห่างไกลและไกลห่างจากคุณได้ถ้าคุณดื่มเบียร์
      เพราะอะไรที่ทำให้คนที่ดื่มเบียร์ห่างไกลจากโรคท้องร่วงนะเหรอก็เพราะว่า ในเบียร์มักจะมีส่วนผสมคล้ายกรดนมและน้ำส้มสาชูซึ่งเป็นโมเลกุลที่ช่วย ยับยั้งเชื้อโรคในลำไส้ไม่ให้แพร่กระจายเชื้อโรคเป็นเหตุให้ท้องเสีย

8.ความเครียดของคุณจะหายไปได้ถ้าคุณได้ดื่มเบียร์สักแก้ว 
      มีการศึกษาจากนักวิชาการได้ค้นพบว่า ในหมู่คนทำงานและดื่มเบียร์บ้างบางครั้งไม่ใช่ดื่มเยอะนะครับ มักจะมีความเครียดที่น้อยกว่าคนที่ไม่ดื่มเบียร์เลย

 9.ในการดื่มเบียร์ยังไม่ทำให้คุณต้องเป็นโรคนิ่วในไต
      มีนักวิจัยแห่งเมืองเฮลซิงกิประเทศฟินแลนด์เขาได้ค้นพบว่า ถ้าคุณดื่มเบียร์เพียงวันละหนึ่งขวดคุณจะได้รับสารแมกนีเซียมซึ่งเขาบอกไว้ ว่าสารตัวนี้ช่วยลดความเสี่ยงในโรคนิ่วในไตได้ถึง 40 เปอร์เซ็นต์ กันเลยทีเดียวครับ

10.เบียร์หนึ่งแก้วรักษาโรคนอนไม่หลับของคุณได้
      การดื่มเบียร์เพียง 1 แก้ว ก่อนนอนจะช่วยให้คุณนอนหลับสบายเสมือนการทานยานอนหลับเลยทีเดียว เพราะในเบียร์มีสารที่ช่วยให้ประสาทของเราผ่อนคลายและหลับสบายได้

11.ในการดื่มเบียร์ยังช่วยต่อต้านการเกิดมะเร็งได้อีกด้วย
      ในเบียร์มีสารตัวหนึ่งที่เรียกว่า สารโพลีฟีนอยด์ ซึ่งจะช่วยดักจับเจ้าอนุมูลอิสระที่จะไปกระตุ้นโปรตีนก่อมะเร็งให้ออกจากร่างกาย

 12.เบียร์ช่วยให้ผิวของคุณสวยได้นะครับ
     การดื่มเบียร์ทำให้ผิวสวยนั้นเป็นเพราะ ในเบียร์มีวิตามินที่สูงมากซึ่งวิตามินตัวนี้จะช่วยกระตุ้นการผลัดเซลล์ผิว กระตุ้นการสร้างคอลเจน ผิวของคุณจึงแลดูสวยขึ้นครับ

ข้อมูลจาก https://th.answers.yahoo.com/question/index?qid=20090628235643AA8HW9u
              www.hollandbrewery.com